sastarum's profileGuevaraPhotosBlogLists Tools Help

sastarum

There are no music lists on this space.

Guevara

December 01

แปลกใจในความสิ้นหวัง

ไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเท่านี้มาก่อน
 
แปลกใจเหมือนกันว่าหลายอย่างไม่ได้เป็นแบบที่หวัง
 
คิดเสมอว่าตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้
 
แต่วันหนึ่งเราก็โตพอที่จะเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
เราเหนื่อยล้าและสิ้นหวังมากขึ้นทุกวัน
 
ขณะที่โลกดูเหมือนจะเลวร้ายขึ้น
 
วันนี้ต้องหลอกตัวเองเหมือนทุกวัน...ว่าตื่นขึ้นมาโลกพรุ่งนี้จะดีกว่าเมื่อวาน
 
 
 
 
สงสัยอยู่ว่าทำไมวันนี้เราถึงสิ้นหวังได้ขนาดนี้
October 04

อาลัยแด่ประชาธิปไตย

ประวัติศาสตร์ไม่เคยสอนคนประเทศนี้เลย
 
เถ้ากระดูกและซากศพเมื่อสามสิบปีก่อนไร้ค่าเกินกว่าที่ใครจะจดจำ
 
ทหารไทยไม่เคยรบชนะประเทศไหน เห็นมันปฏิวัติอย่างเดียว
 
เหนื่อยใจเหลือเกิน
 
ปีนี้เป็นปีที่แย่ที่สุดในรอบหลายปี หวังแค่ว่าเรื่องร้ายๆจะผ่านไปได้ด้วยดี
บางครั้งเราก็ลืมไปว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของโลกใบนี้ ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
แต่นั่นควรเป็นเรื่องน่ายินดีที่เรามีชีวิตเป็นของตัวเองได้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่หรือสำคัญอะไรมากมาย
 
ขอแค่มันเป็นของเรา! เท่านั้นก็คงพอ
 
 
May 26

ซ้ายขวา สำคัญไฉน

จะเปิดเทอมอีกไม่กีวันแล้ว...มีอะไรหลายอย่างให้สู้ ให้แสงหาก้นต่อไป
 
หลังจากกลับจากแม่สายไม่กี่อาทิตย์ ก็เข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์บวชอยู่เกือบเดือน
ได้ดวงตาเห็นธรรมมาสมใจ
เห็นความเสื่อมของศาสนา....
หากอยากให้พุทธศาสนาดดำรงอยู่ต่อเราต้องหัดตั้งคำถามในมัน...นี่เป็นศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์ แห่งโยโสมนัสการ เชื่อแบบมีเหตุผล
ทำไมต้องกราบสามครั้ง?
กราบพระพุทธ...พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานไป2549ปี พระพุทธรูปก็เป็นรูปปั้นทองเหลืองไม่มีชีวิตสร้างด้วยเหงื่อของชนชั้นกรรมาชีพ  คนเราก็พิลึกขนาดเอาหินมากราบ
กราบพระธรรม...พระธรรมเป็นหนังสือ เป็นคำสอน คนที่กราบหนังสือแล้วเข้าใจว่าเข้าใจในสิ่งที่อยู่ข้างในก็มีแต่คนบ้าเท่านั้น
 
กราบ พระสงฆ์ ...นี่ยิ่งแล้วใหญ่ พระสงฆ์ก็เป็นคนแค่โกนหัวนุ่งผ้าเหลือง การบังคับให้กราบพระสงฆ์ก็เหมือนการบังคับให้รุ่นน้องไหว้รุ่นพี่ ทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะมีรุ่นพี่ที่เป็นฆาตกรฆ่าคนมาก็ได้ พระสงฆ์ก็เหมือนกัน...
ศาสนาต้องเสื่อมตามกฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา....แต่น่ากลัวจะอยู่ไม่ถึง5พันปีเสียแล้ว
 
สึกได้สักพักก็ไปเวียดนามต่อเลย...ระหว่างนี้ก็มีเรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับชมรม...แต้ปัญหาทุกอย่างมีทางออกหากปล่อยมันไว้มันก็จัดการเองได้...โลกหมุนได้โดยไม่มีเรา
 
เวียดนามเป็นประเทศที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก เป็นมิตร ของราคาไม่แพงนัก ยังพอมีกลิ่นไอของสังคมนิยมเหลือบ้าง(แม้กำลังจะหายไป)...ถึงกระนั้นก็ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงเมืองไทย...แววตาของคนที่นั่นไม่แตกต่างกับคนไทย แววตาของเด็กไร้เดียงสา ของชนชั้นกรรมาชีพ ของนายทุนที่ขูดรีด ล้วนเป็นของสากลไม่แบ่งวรรณะ
 
 
การปกครองเวียดนามไม่ได้แตกต่างจากไทยเลย แค่เปลี่ยนคำพูดเท่านั้น...ป้ายเทิดทูนพรรคคอมมิวนิสต์และโฮจิมินห์ มีอยู่มากมายพอๆป้ายเฉลิมพระเกียรติของไทย
สิ่งที่ปรากฎอยู่ทั้ง2ประเทศนี้ไม่ใช่ทั้ง สังคมนิยมและประชาธิปไตย มีเพียงลัทธิไสยศาสตร์ เผด็จการเท่านั้นที่สอนให้ผู้คนยึดติดกับบุคคลและอดีตมากกว่าการกระทำและปฏิวัติทางเศรษฐกิจ....
 น่าแปลก ที่เวียดนามผู้นิยมพรรคคอมิวนิสต์คือพวกอนุรักษ์นิยม พวกเสรีทุนนิยมคือพวกก้าวหน้า?
ซ้ายขวาสำคัญไฉน?
 
March 25

I shall return!

กลับมาจากแม่สายได้เกือบอาทิตย์แล้ว ทีแรกว่าจะคอยรูปจากป๋าเคมาแล้วค่อยอัปสเปซทีเดียว
แต่คิดๆดูท่าจะอีกนานกว่าป๋าจะได้เรื่องเลยตัดสินใจมาอัพซะที
 
หลังจากเมื่อ3เดือนก่อนไปเซอร์เวย์ที่บ้านนานา อ.แม่สาย พวกผมก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
แต่สมสาชิกก็เปลี่ยนหน้าไปครับ
จากเดิมเป็นผม วิน บีน
รอบนี้เป็น ผม เค เพชร น้องพัฒน์
(จะเห็นไดว่า ไอ้ ผม คนนี้ มันไม่บ้าก็โง่ที่จัดทริปเกือบล่ม2ครั้งติด)
 
ถึงแม่สายตอนเช้า8โมง รอบนี้ผมระมัดระวังเรื่องหมูหกไว้เรียบร้อย ฉะนั้นสองแถวเจ้าถิ่นอย่าหวังจะซิวเรา หลังจากติดต่อพี่เจี๊ยบ จนท บ้านนานา เราก็โบกรถสองแถวไปบ้านพักพี่เค้าทันที
 
บ้านพี่เจี๊ยบเป็นบ้านจริงๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆนอกจากตะปูเจาะฝาผนัง และฟูกที่นอน พวกเราพักเหนื่อยอยู่จนเกือบเที่ยง พี่เจี๊ยบก้รับเราไปที่บ้านนานา
 
ลืมบอกไปว่า มี นศ ถาปัด มช มาฝึกงานที่บ้านนานา โครงการสร้าอาคารเอนกประสงค์ นศ ถาปัดทำงานทุกอย่างเยี่ยงกรรมกรก่อสร้างคนหนึ่ง...อาจจะสงสัยว่าจริงๆแล้วถาปัดจบไปไม่ต้องผสมปูน แบกไม้ตอกตะปูซะหน่อย  ทำไมต้องมาทำ
 
ก็จะได้คำตอบง่ายๆว่า ถ้าไปสั่งเค้าแล้วทำไม่เป็น-ไม่เข้าใจคนงาน จะคุมงานได้ยังไง
นั่นแหละครับ คิดกลับกัน เหล่าชาวรัฐศาสตร์ทั้งหลายที่ถูกอบรมเลี้ยงดูให้ออกไปปกครองชาวบ้าน บริหารชาวบ้าน แต่วันๆอยู่แต่หอคอยงาช้างถึงเวลาจริงๆแล้ว จะปกครอง...หรืออยอย่างน้อย อยู่ร่วมกับเขาได้อย่างไร
 
ผม3คนช่วยมชทำงานก่อสร้างจน เย็นส่วนป๋าเค ติดรถพี่เจี๊ยบเข้าไปใน เชียงรายเพื่อดู"วด์ เด็กติดเชื้อเอดส์....เรื่องนี้อ่านดูก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ใครๆก็รู้ว่าประเทศนี้มีเด็กติดเอดส์...ก็จริงครับใครๆก้รู้ แต่สิ่งที่ป๋าเค เห็น เฮียแกบรรยายถึงความไม่เที่ยงแท้ เที่ยงธรรมในโลกให้เราฟัง....และภาพประทับใจอีกภาพหนึ่งคือ พี่อารี เจ้าหน้าที่ที่อุทิศตนให้กับความไม่เที่ยงแท้ของโลก...แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นรเลยจากการกระทำของพี่อารี...เขาแค่ต่อชีวิตเด็กพม่าติดเอดส์ไปวันๆ...นั่นสิแค่เด็กพม่า เด็กพม่าไม่ติดเอดส์ก็สร้างปัญหามากมายอยู่แล้วนี่มาช่วยพม่าเป็นเอดส์..หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ ที่ว่าเด็กคนนี้ตายไปก็ไม่มีใครสน แต่สิ่งที่พี่อารีทำได้สะท้อนถึงมโนสำนึกสุดท้ายแห่งความเป็นคนที่ บางครั้งพวกเราคาดไม่ถึง
 
หลังจากเสร็จงานกับมช ผมนั่งปล่อยสายตาไปในทุ่งนาเวิ้ง ที่อีกฟากหนึ่งคือพม่า เยื้องไปหน่อยก็เป็นลาว แม่น้ำภูเขา ทุ่งนามันเป็นพื้นเดียวกันหมดมนุษย์เข้าใจมาแบ่งแยกแบ่งสรร
ก่อนกลับที่พัก พวกผมได้คุยกะน้องกัลยา ว่ากันว่าเป็นหัวหน้าเด็กที่นี่ น้องแกพูดเป็นน้ำไหลไฟดับราวกับรู้จักกันมาสิบปี มีเรื่องราวที่ชวนเศร้าในชีวิตแกมากมายที่ซ่อนด้วยเรื่องขบขันที่แกพยายามเล่าออกมา คืนนี้พวกผมเหนื่อยกับการทำงานทั้งวันมาก ป๋าเคก็ดูจะล้ากับการนั่งมอไซ 160กิโลเมตรครั้งแรก...กิจกรรมเราจึงพักไว้ก่อน ก่อนกลับไปสลบที่บ้าน
 
วันรุ่งขึ้น เราก็ช่วยงาน คณะถาปัดตามปกติ...แล้วถึงตอนเย็นเราก็ได้เริ่มกิจกรรม และก็เกือบเละแตะก็ปิดฉากได้ดีด้วยนิทานเรื่องบ้านหลังน้อย...ที่พอจะเรียกน้ำตาจะเด็กตัวเล็กๆได้บ้าง
 
ค่ำคืนนั้นขณะเรารอพี่เจี๊ยบมารับตอน3ทุ่ม เราก็ได้ซึมซับบรรยากาศที่งดงามที่สุดเท่าที่เด็กๆที่กฎหมายจากส่วนกลางไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็น "คน" จะให้ได้....เด็กพวกนี้เชื่อในพระเจ้าและทำให้เขาเชื่อมั่นกับชีวิตที่พวกเขาได้รับ...มาครั้งนี่พวกผมไม่มีอะไรให้บ้านนานามากมายนักนอกจากเจตนาจริงใจที่ใป และแช่นเดียวกันพวกผมก็ได้ความจริงใจตรงนั้นตอบ...เด็กที่มีความสุขกับวันนี้ แม้จะมีอนาคตที่แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย
 
"พวกผมเคยมาหานายกด้วยครั้งนึง มาขอสัญชาติ...แต่เขาไม่สน...เดินหนี ....เราร้องไห้วิ่งตามก็ไม่สน"กระถินเด็กพื้นเมืองชาวอาข่าที่เติบโตฝั่งไทยเล่าให้ฟัง กระถินเป็น หัวหน้าฝ่ายเกษตรในบ้านนานา ศึกษาการทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อปลูกผักสวนครัวเลี้ยงบ้านนานา วันนี้เขามีความสุขที่บ้านนานา อดบ้างอิ่มบ้างตามแต่พระเจ้าของเขาจะประทานแต่ถ้าวันหนึ่งที่เขาต้องออกจากบ้านนานาไป...วันที่เขาไม่มีสัญชาติไทย...วันที่เขาไม่สามารถทำงานสุจริตได้เพราะชาติพันธ์บังคับ.....ต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร...บางทีปัญหาที่ภาคใต้ก็คงเริ่มด้วยเหตุผลไม่ต่างกัน
 
ถ้าวันหนึ่ง กระถินต้องทิ้งจอบทิ้งเสียมมาจับปืน......ผมยังไม่รู้ว่าความบกพร่องเกิดจากใคร
 
สองวันที่เหลือเราใช้เวลากับการปลูกฝังประชาธิปไตยแก่เด็ก
และข้อสำคัญที่พวกเราฝากไว้ คือความเสมอภาคในความเป็นคน...ทุกคนเป็นพี่น้องกันไม่ว่าชาร์ล ดาร์วิน หรือ พระเจ้าก็บอกไว้เหมือนกัน มนุษย์ไม่แตกต่างกันเลย
ชาติไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด มันเป็นแค่เครื่องมือแบ่งแยกคนจนออกจากกันของคนรวยเท่านั้นเอง
เด็กพวกนี้ดุจะเข้าใจอะไรได้ดีกว่าคนในเมืองเสียอีก
แน่นอนพวกเขาคือผลโดยตรงของการแบ่งแยกชาตพันธ์
 
ตามกฎหมาย...พวกเขาไม่มีสิทธ์จะเป็น "คน" ด้วยซ้ำ
 
หลังจากกลับจากแม่สายครั้งนี้ ผมสาปส่ง กระดาษเปื้อนหมึกที่ชื่อ "รัฐธรรมนูญ" อีกคำรบหนึ่ง
 
 
 
ปล.ครั้งนี้ได้ข้ามไปพม่าด้วยแหละขนาดระวังเรื่องหมู แล้วยังโดนพม่าต้มเสียเปื่อย กันถ้วนหน้า :D
January 29

งานคอนเสิร์ต ของเจ้าพั้นช์

อ้า....ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลังจากที่น้องสาวของผมโม้มานาน
ทุกเย้นวันเสาร์ มักมีประโยคคุ้นๆว่า
"พ้าก พั้นช์จะเล่นคอนเสิร์ตแล้วล่ะ":D
 
แต่แล้ววันนั้น ก็ไม่มาถึงซะที จนผมสรุปเอาเองว่า เจ้าน้องสาวตัวดีนี่ขี้โม้ไม่แพ้พี่...
เวลาผ่านไป จนในที่สุดมันก็มาถึง วันนี้เองวันที่29 มค ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ของเจ้าตัวดี
...ที่หอประชุม ดุริยางคศิลป์ มหิดลศาลายา
พั้นช์เป็นคนเดียวที่เล่นป๊อป และแถมเล่นแบบอิมโพรไวซ์ซะด้วย...
เห็นแบบนี้ ค่อยคลายความหงุดหงิดที่น้องตัวดีไม่ยอมไปสอบ เข้าดุริยางคศิลเมื่อปีก่อน...ด้วยเหตุผลที่ยังไม่พร้อมจะอยู่กับเปียโนทั้งวัน
 
ตอนนั้นก็ชวนหัวเสียเพราะผมเป็นคนซื้อใบสมัครมาให้
 
วันนี้พั้นช์พิสูจน์แล้วว่าพั้นช์เก่งได้ไม่ว่าอยู่ไหน :D
 
คนอื่นเล่นเพลงคลาสสิกชาวบ้านว่าเพราะนักเพราะหนา แต่พี่จั๊กฟังไม่รู้เรื่องก็ไร้ประโยชน์
"เพลงฤดูที่แตกต่าง"ของพั้นช์เพราะที่สุดในงานอย่างไม่ต้องสงสัย
 
 
พี่จั๊กภูมิใจในพั้นช์มากเลยน้า
January 01

ลาทีแม่สาย...

เป็นการเดินทางที่ทุลักทุเลที่สุดในชีวิต แต่ก็ได้สีสันที่สุดเช่นกัน เป้าหมายอยู่ที่เหนือสุดของประเทศ อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย
สิบโมงผมจัดกระเป๋าออกจากบ้าน หมายกำหนดการณ์เดิมคือรถออกบ่ายสองเราจะพร้อมกันที่มหาวิทยาลัยตอนเที่ยง
แต่แล้ว...ก็มีสิ่งไม่คาดฝันขึ้น...และเมื่อเลาผ่านไปเราถึงตระหนักได้ว่ามัน แค่เพิ่งเริ่มต้น
ป๋าเคตัวต้นคิดต้องวุ่นวายกับการขอทุนให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
หลวงพี่กอฟ ก็มาไม่ได้ตามคาด (แล้วกูจะคาดทำไมฟะ)
ไอ้หนึ่งปิดมือถือหนี.......อันนี้เวรมั่กๆครับท่านผู้อ่านที่เคารพ
เอาล่ะเหลือผมกะไอ้วิน....จจะกลายเป็นทริปฮันนีมูนกูกับมันซะแล้ว...เอาล่ะต้องหาเหยื่อยร่วมเดินทาง
แต่....
ใครจะบ้ารับคำชวนไปเหนือสุดแห่งสยามก่อนออกเดินทางสองชั่วโมง
"ไปเชียงรายกันมั้ย"หนึ่งในบทสนทนาผมกับหนึ่งในหลายๆคนที่ผมเชื้อเชิญ
"โหดีจัง ไปเมื่อไรน่ะ"อีกฝ่ายถามกลับ
"คืออย่างงี้ไม่ได้ไปซี้ซั้วน้า...อาจลำบากหน่อยแต่ได้ประโยชน์..."ผมพยายามโม้บ่ายเบี่ยงการรีบบอกกำหนดการณ์
"อ๋อดีจัง...ไปเมื่อไรเหรอ"อีกฝ่ายรับคำพร้อมถามย้ำ
"บ่ายสอง"
"เราถามว่าวันไหน"
"เอ่อ....วันนี้น่ะ บ่ายสอง"ผมตอบอ้ำอึ้งพลางเหลือบดูนาฬิกาที่ตอนนี้เที่ยงครึ่งแล้ว
"@%$#*(%%"
...หลายคนคงจะเดาภาษาเมื่อครู่ออกว่ามีความหมายอย่างไร....ซึ่งแม้ผมจะเปลี่ยนวิธีเชิญชวนก็ได้คำตอบแบบนี้แทบทุกราย
แต่แล้ว เราก็ได้เหยื่อรายใหม่เมื่อวินโทรหาเพลโตประจำคณะ...ไอ้บีนนั่นเอง
มันอิดออดอยู่ครู่หนึ่งราวกับสาวสิบหกมีผู้ชายชวนไปดูหนัง
แต่พอมีเสียงหลุดไปว่า "ทุกอย่างฟรี้"
แน่นอนครับ เกสต์กิติมาศักดิ์ของเรารับคำทันที พร้อมความกล้าและหน้าด้านสุดๆด้วยเงินในกระป๋า 139บาท

....
ทีนี้ก็เรื่องเดินทางล่ะครับ ไอ้บีนมาไม่ทันบ่ายสองแน่ๆ เรามีทางเลือกสองทางคือรอรถจนสามทุ่มกับรอรถทุ่มนึงแล้วไปเปลี่ยนที่นครสวรรค์
...
หลังจากทานอาหารเย็นผมกับไอ้วินก็เดินทางไปหัวลำโพงเพื่อจัดการเรื่องตั๋ว....ซึ่งตอนนี้พบว่าเราเหลือทางเลือกทางเดียวคือต้องไปแวะพักที่นครสวรรค์ตั้งแต่5ทุ่มถึงตี5เพื่อคอยรถท้องถิ่นไปเชียงใหม่....
เราทั้งสามนั่งๆนอนๆจนถึงนครสวรรค์ตอน5ทุ่ม ภาวนาตลอดทางให้รถเลตการรอคอยของเราจะได้สั้นลง แต่วันนี้รถไฟกลับตรงเวลาได้อย่างน่าใจหาย
...
แม้จะคาดเดาถึงการรอคอยอันยาวนานได้แต่แรก แต่เมื่อเผชิญกับมันจริงๆแล้วดูจะไม่ใช่เรื่องสนุก
เราออกไปกินบะหมี่โอเด้งอันรสชาติเหมือนน้ำละลายผงชูรสที่นครสวรรค์ คิดจะเดินไปเที่ยวในเมืองแต่ระยะทาง6กิโลทำเอาพวกเราสมัครจะอยู่คอยที่สถานีรถไฟ...
...เอาล่ะครับ การรอคอย5ชั่วโมงของตัวบ้าสามตัวเริ่มขึ้น...
ว่ากันว่าสูตรสำเร็จของการเที่ยวแบกแพค จะมีคนอยู่สามประเภท คือคนเริ่ม คนเชื่อใจ และคนถูกหลอกให้มา....ซึ่วันนี้มีอยู่ครบ
ชั่วโมงแรกเริ่มต้นด้วยการสนทนานปรัชญาการเมืองที่พวกมันสามตัวคุ้นเคย
ชั่วโมงที่สองเริ่มด้วยการกล่าวบริภษ คนที่พลาดทริป
ชั่วโมงที่สาม เริ่มหวาดวิตก ตารางทุกอย่างต้องเลื่อนไป
ชั่วโมงที่สี่ เริ่มชื่นชมถึงความฉลาดของคนที่ไม่มา
ชั่โมงที่5 หมดไปกับการด่ากันเองทั้งสามคน
"ไหนพวกมึงว่าวางแผนไว้แล้วไง!"ไอ้บีนเริ่มบ่น
"อ้ะก็นี่ไงแผน ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน....เอาน่าถ้าทุกอย่างราบเรียบจะมีไรน่าตื่นเต้น"
"กูไม่ชอบอะไรที่กำหนดไม่ได้"ไอ้บีนบ่นทีเล่นทีจริง
"เอาน่า"ผมพูดอย่างใจเย็น "ตอนนี้บ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไว้ตอนเช้าค่อยติดต่อสถานีขนส่ง รถจากเชียงใหม่ไปแม่สายก็คงมีเรื่อยๆล่ะ" พลางเอนตัวอย่างสบายใจพิงกับชานชาลา ขณะที่เกสต์เราร้อนใจเรื่อยๆ
ผมกับไอ้วินพูดกันเล่นๆ ถึงกำหนดการที่ไม่แน่นอนและเสน่ห์ของมันอย่างใจเย็นยะเยือกราวน้ำแข็ง....
555
"เอาล่ะ กูทนมานานแล้ว"ไอ้บีนตัดบท...."พวกเราเปลี่ยนเข้าสู่โหมดจริงจังได้แล้ว"....
"อืม"ไอ้วินทำหน้าครุ่นึด "ว่าแต่...เรามีโหมดนั้นด้วยเหรอ"
555

...
เราออกเดินทางตอนตี5ด้วยรถท้องถิ่น จะถึงเชียงใหม่ตอนบ่ายสาม5สิบ
เราก็หลับๆตื่นๆตลอดทาง จนฟ้าเริ่มสางผมจึงจัดแจงเเชคตารางรถ และเลื่อนกำหนดการถึงบ้านนานา ว่าเราอาจจะถึงแม่สายตอนค่ำๆ....มีรถออกจากเชียงใหม่ตอนบ่ายสี่ครึ่ง
รถท้องถิ่นแล่นจอดทุกสถานี...แต่ก็ตรงเวลาอย่างน่าพิศวง
เช่นเดียวกันว่า เวลา11ชั่วโมงเราหมดกับการด่ากันเองเช่นเคย
การเดินทางแบบเอื่อยช้าทำให้เราได้สัมผัสธรรมชาติชัดเจนขึ้น...เมืองไทยเรามีที่ว่างอยู่อีกเยอะ น่าแปลกที่เรายังไปแย่งกันอยู่ในเมือง
เราถึงเชียงใหม่ตามกำหนดเป๊ะ
ผมโทรหาโบ๊ทเพื่อนซี้สมัย ม.ปลาย ถึงิธีเดินทางไปขนส่งเชียงใหม่
แต่ทันทีที่เราถึงเชียงใหม่
ก็มีเสี่ยงอู๊ดๆ ดังเป็นพรวน
แน่นอนหมูกรุงเทพสามตัวถูกฟันค่าโดยสารคนละยี่สิบที่นั่งตดยังไม่หายเหม็นก็ถึง ขนส่งแล้ว
ความตื่นเต้นยังไม่หมด....
เรามาถึงขนส่ง แต่รถไปแม่สายที่เรามองไว้กลับเต็มซะได้....
ยังไงดีว๊า รถไปเชียงรายก็ไปถึงค่ำเกิรไป
ทางเดียวคือต้องไปพักที่บ้านภา ที่พะเยาก่อน

โว้ย

รถเดินทางอีก3ชั่วโมงถึงพะเยา....
ถึงพะเยาก็ราว2ทุ่ม
สำหรับผู้ที่ลำดับเวลาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่า ขณะนี้
คณะเดินทางของเราใช้เวลาปาเข้าไป25ชั่วโมงแล้ว
เส้นทางจากเชียงใหม่ไปพะเยาก็ชวนหวาดเสียวไม่น้อย รถควบปุเรงๆ และถนนรอบข้างก็ไม่มีไฟถนนสักดวง...
ด้วยความเกื้อหนุน จากบ้านสวรนของหนูอาภาภรณ์....พวกเราได้พักที่บ้านสวนห่างจากตัวตลาดอำเภอ20กิโลเมตร
หลังจากได้หลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกจากการเดินทาง
รุ่งเช้า6โมงพวกเราเดินทางไปขนส่งพะเยา
ตีรถราคา40บาทไปที่ เชียงราย
 รถควบ50กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนน่ากลัวว่าเราจะไปไม่ทนเที่ยวสุดท้ายไปแม่สาย
เราถึงเชียงรายราวๆ10โมงก่อนตีตั๋วรถเมล์ไปแม่สาย
ถึงแม่สายเกือบเที่ยง
รอไม่นาน...เรารถกระบะเก่าๆจากบ้านนานา ก็มารับเรา...พร้อมกับเด็กชาวเขาอีก4-5คน
....คิดระยะเวลาแล้วพวกเราใช้เวลา40ชั่วโมงในการเดินทางไปแม่สาย....

ภาพบ้านนานา และครูเหงาทำเอาพวกเราต้องตะลึง
...สภาพพวกเราครูเหงาอาจจะถามว่า "นี่พวกมึงจะมาช่วยกูหรือให้กูช่วยวะ":D
แต่พวกเขาก็ยังหวังกับความช่วยเหลือ
ที่สุดขอบประเทศสยามยังไมีครูที่ยิ่งใหญ่ราวกับภาพฝัน....
บางครั้งทำให้ผมรู้สึกละอายใจกับความคิดแคบๆของตัวเอง
"พวกเขาเคยเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน"....
"แต่พอความคิดเรื่องชาติเกิดขึ้น ไทย กับพม่าก็แบ่งแยกพวกเขาไป"

ครูเหงาเล่าให้ฟัง.....ก็จริงอยู่แค่แม่น้ำกันจะบันดาลให้ใครต่างกันได้
ผมเห็นความน่ารังเกียจของกฎหมายที่เขียนโดยคนที่ห่างไกลออกไปร่วมพันกิโลเมตร พวกเขาจะเข้าใจอะไร?
บ้านนานารับเลี้ยงเด็กอายุไม่เกิน18 อาศัยข้อตกลงสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติคุ้มครอง จากปีศาจผู้คุมกฎหมายทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
 
 
 
 
 
ผมเหลือบเห็นชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมกำลังรอพบครูเหงาด้วยท่าทางไม่ค่อยสบายนัก
 ด้วยสายตาสงสัยเจ้าหน้าที่ตอบความสงสัย
"นั่นเป็นเด็กพม่าที่ครูเหงาเคยเลี้ยงเมื่อ5ปีก่อน เขามาขอยา ตำรวจฝั่งนู้นก็ตามจับเขา"
ผมคิดในใจว่าแบบนี้ผิดกฎหมาย หนีคดี- เข้าเมืองผิดกฎหมาย อายุเกินกฎบัตร...การที่บ้านนานาให้ความช่วยเหลือจะพลอยให้ความลำบากแก่ตัวเอง
"รู้ว่าคิดอะไรอยู่"เจ้าหน้าที่เอ่ย..."แต่เราเลี้ยงเขามาเราจะปล่อยเขาไปได้เหรอ"

"ส่วนเด็กคนนั้น"เขาชี้ให้ดูเด็กผู้หญิงหน้าตาไร้เดียงสา
"หนีจากลาวมาตั้งแต่7ขวบ ตอนนี้อายุ14"
"ทหารหว้าแดงก็มี อายุ7ขวบจับปืนฆ่าคนแล้ว"----
เด็กเจ็ดขวบจับปืนเพื่ออิสรภาพและเอกราชแห่งอาณาจักร...
ผู้ก่อการร้ายของรัฐหนึ่งคือผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของอีกรัฐหนึ่ง...
ทหารหว้าแดง..อายุ7ขวบ นี่มันโลกแบบไหนกัน

 
 
 
 
 
.....คิดแล้ว รัฐศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เลวร้ายใช่ย่อย.....
รัฐชาติ
รัฐ
รัฐ
รัฐ
ตัวแสดงหลัก???????แห่งรัฐศาสตร์
แล้วคนในนั้นล่ะ คนที่ถูกแบ่งแยกจากความคิดจินตนาการที่ว่า...
แบ่งแยกมนุษย์ที่แทบจะเป็นคนเดียวกันตามหลักวิทยาศาสตร์
....
 
 
 
 

พวกผมออกจากบ้านนานาด้วยความครุ่นคิด อีก3เดือนเราจะกลับมา....
ไม่ได้มาเพื่อให้ แต่มาเพื่อเรียนรู้ ถึงสำนึกแห่งความเป็นคน ณ เหนือสุด แห่งรัฐไทย....
December 25

พรุ่งนี้ จะไปเชียงรายแล้ว....

ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าในที่สุด งานเขียนสารคดีก็ไม่ทันส่งเดดไลน์ปลายปีนี้อย่างแน่นอน ด้วยกำหนดการเขียนขั้นต่ำ300หน้า แต่เล้ากระผมใช้เวลา2เดือนในการปั่นเต็มที่ได้40หน้าเท่านั้นเอง
 
แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีในการจะหาข้อมูลเพิ่มเติม
 
ครั้งนี้มีโอกาสไปที่บ้าน นานา บ้านเด็กไร้สัญชาติที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
 
เด็กพวกนี้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเป็นคนไทย...?
ไม่มีโอกาสลิ้มรสรัฐสวัสดิการอัน้อยนิดของประเทศเฮงซวย
 
รัฐชาาติที่เราสร้างขึ้นจากจินตนาการเของเรากลับกีดกันพวกเขาได้อย่างร้ายกาจ
 
ป๋าเคผู้ริเริ่มโครงการ มีแววจะชิ่งได้อย่างน่าเตะ ด้วยต้องยื่นใบขอทุนให้เรียบร้อย
หลวงพี่กอฟก็ติดงานของน้าซะได้....
เอาวะ แม้เส้นทางนี้จะเปล่าเปลี่ยวและลำบากกูก็จะไป
(เพราะกลัวเสียหน้า):D
มีสมาชิกใหม่ร่วมเดินทาง คือ ไอ้ท่านทูตวิน กับไอ้หนึ่ง สมทบด้วยภาสาวเหนือเจ้าของพื้นที่
 
เวลาที่ยืดออกไปกว่าหนึ่งปีคงทำให้หนังสือเรามีคุณภาพขึ้น(มั้ง)
...บางทีก็คิดท้ออยู่ว่าถึงกูเขียนเสร็จแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา...?
ใช่ว่าจะมีคนแย่งเอาไปตีพิมพ์
หรือถึงมีคนเอาไปตีพิมพ์มันจะได้อะไรขึ้นมา มีหนังสือที่พยายามตีแผ่สังคมไม่รู้กี่เล่มถูกวางทิ้งไว้ในชั้นหนังสือ
 
แต่ก็ช่างเถอะ
 
ไว้ให้ถึงเวลาค่อยว่ากัน
 
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่มีแผนการเดินทาง
 
แต่ก็ตื่นเต้นทุกครั้ง
 
วันนี้วันคริสต์มาส เทศกาลแห่งการให้...ก็ขอให้คนอ่านแล้วคอมเมนต์ทุกคนมีความสุขสมปรารถนาในทุกเรื่องละกัน
 
Photo 1 of 51
No list items have been added yet.