| sastarum's profileGuevaraPhotosBlogLists | Help |
|
December 01 แปลกใจในความสิ้นหวังไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเท่านี้มาก่อน
แปลกใจเหมือนกันว่าหลายอย่างไม่ได้เป็นแบบที่หวัง
คิดเสมอว่าตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้
แต่วันหนึ่งเราก็โตพอที่จะเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เราเหนื่อยล้าและสิ้นหวังมากขึ้นทุกวัน
ขณะที่โลกดูเหมือนจะเลวร้ายขึ้น
วันนี้ต้องหลอกตัวเองเหมือนทุกวัน...ว่าตื่นขึ้นมาโลกพรุ่งนี้จะดีกว่าเมื่อวาน
สงสัยอยู่ว่าทำไมวันนี้เราถึงสิ้นหวังได้ขนาดนี้ October 04 อาลัยแด่ประชาธิปไตยประวัติศาสตร์ไม่เคยสอนคนประเทศนี้เลย
เถ้ากระดูกและซากศพเมื่อสามสิบปีก่อนไร้ค่าเกินกว่าที่ใครจะจดจำ
ทหารไทยไม่เคยรบชนะประเทศไหน เห็นมันปฏิวัติอย่างเดียว
เหนื่อยใจเหลือเกิน
ปีนี้เป็นปีที่แย่ที่สุดในรอบหลายปี หวังแค่ว่าเรื่องร้ายๆจะผ่านไปได้ด้วยดี
บางครั้งเราก็ลืมไปว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของโลกใบนี้ ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
แต่นั่นควรเป็นเรื่องน่ายินดีที่เรามีชีวิตเป็นของตัวเองได้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่หรือสำคัญอะไรมากมาย
ขอแค่มันเป็นของเรา! เท่านั้นก็คงพอ
May 26 ซ้ายขวา สำคัญไฉนจะเปิดเทอมอีกไม่กีวันแล้ว...มีอะไรหลายอย่างให้สู้ ให้แสงหาก้นต่อไป
หลังจากกลับจากแม่สายไม่กี่อาทิตย์ ก็เข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์บวชอยู่เกือบเดือน
ได้ดวงตาเห็นธรรมมาสมใจ
เห็นความเสื่อมของศาสนา....
หากอยากให้พุทธศาสนาดดำรงอยู่ต่อเราต้องหัดตั้งคำถามในมัน...นี่เป็นศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์ แห่งโยโสมนัสการ เชื่อแบบมีเหตุผล
ทำไมต้องกราบสามครั้ง?
กราบพระพุทธ...พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานไป2549ปี พระพุทธรูปก็เป็นรูปปั้นทองเหลืองไม่มีชีวิตสร้างด้วยเหงื่อของชนชั้นกรรมาชีพ คนเราก็พิลึกขนาดเอาหินมากราบ
กราบพระธรรม...พระธรรมเป็นหนังสือ เป็นคำสอน คนที่กราบหนังสือแล้วเข้าใจว่าเข้าใจในสิ่งที่อยู่ข้างในก็มีแต่คนบ้าเท่านั้น
กราบ พระสงฆ์ ...นี่ยิ่งแล้วใหญ่ พระสงฆ์ก็เป็นคนแค่โกนหัวนุ่งผ้าเหลือง การบังคับให้กราบพระสงฆ์ก็เหมือนการบังคับให้รุ่นน้องไหว้รุ่นพี่ ทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะมีรุ่นพี่ที่เป็นฆาตกรฆ่าคนมาก็ได้ พระสงฆ์ก็เหมือนกัน...
ศาสนาต้องเสื่อมตามกฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา....แต่น่ากลัวจะอยู่ไม่ถึง5พันปีเสียแล้ว
สึกได้สักพักก็ไปเวียดนามต่อเลย...ระหว่างนี้ก็มีเรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับชมรม...แต้ปัญหาทุกอย่างมีทางออกหากปล่อยมันไว้มันก็จัดการเองได้...โลกหมุนได้โดยไม่มีเรา
เวียดนามเป็นประเทศที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก เป็นมิตร ของราคาไม่แพงนัก ยังพอมีกลิ่นไอของสังคมนิยมเหลือบ้าง(แม้กำลังจะหายไป)...ถึงกระนั้นก็ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงเมืองไทย...แววตาของคนที่นั่นไม่แตกต่างกับคนไทย แววตาของเด็กไร้เดียงสา ของชนชั้นกรรมาชีพ ของนายทุนที่ขูดรีด ล้วนเป็นของสากลไม่แบ่งวรรณะ
การปกครองเวียดนามไม่ได้แตกต่างจากไทยเลย แค่เปลี่ยนคำพูดเท่านั้น...ป้ายเทิดทูนพรรคคอมมิวนิสต์และโฮจิมินห์ มีอยู่มากมายพอๆป้ายเฉลิมพระเกียรติของไทย
สิ่งที่ปรากฎอยู่ทั้ง2ประเทศนี้ไม่ใช่ทั้ง สังคมนิยมและประชาธิปไตย มีเพียงลัทธิไสยศาสตร์ เผด็จการเท่านั้นที่สอนให้ผู้คนยึดติดกับบุคคลและอดีตมากกว่าการกระทำและปฏิวัติทางเศรษฐกิจ....
น่าแปลก ที่เวียดนามผู้นิยมพรรคคอมิวนิสต์คือพวกอนุรักษ์นิยม พวกเสรีทุนนิยมคือพวกก้าวหน้า?
ซ้ายขวาสำคัญไฉน?
March 25 I shall return!กลับมาจากแม่สายได้เกือบอาทิตย์แล้ว ทีแรกว่าจะคอยรูปจากป๋าเคมาแล้วค่อยอัปสเปซทีเดียว
แต่คิดๆดูท่าจะอีกนานกว่าป๋าจะได้เรื่องเลยตัดสินใจมาอัพซะที
หลังจากเมื่อ3เดือนก่อนไปเซอร์เวย์ที่บ้านนานา อ.แม่สาย พวกผมก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
แต่สมสาชิกก็เปลี่ยนหน้าไปครับ
จากเดิมเป็นผม วิน บีน
รอบนี้เป็น ผม เค เพชร น้องพัฒน์
(จะเห็นไดว่า ไอ้ ผม คนนี้ มันไม่บ้าก็โง่ที่จัดทริปเกือบล่ม2ครั้งติด)
ถึงแม่สายตอนเช้า8โมง รอบนี้ผมระมัดระวังเรื่องหมูหกไว้เรียบร้อย ฉะนั้นสองแถวเจ้าถิ่นอย่าหวังจะซิวเรา หลังจากติดต่อพี่เจี๊ยบ จนท บ้านนานา เราก็โบกรถสองแถวไปบ้านพักพี่เค้าทันที
บ้านพี่เจี๊ยบเป็นบ้านจริงๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆนอกจากตะปูเจาะฝาผนัง และฟูกที่นอน พวกเราพักเหนื่อยอยู่จนเกือบเที่ยง พี่เจี๊ยบก้รับเราไปที่บ้านนานา
ลืมบอกไปว่า มี นศ ถาปัด มช มาฝึกงานที่บ้านนานา โครงการสร้าอาคารเอนกประสงค์ นศ ถาปัดทำงานทุกอย่างเยี่ยงกรรมกรก่อสร้างคนหนึ่ง...อาจจะสงสัยว่าจริงๆแล้วถาปัดจบไปไม่ต้องผสมปูน แบกไม้ตอกตะปูซะหน่อย ทำไมต้องมาทำ
ก็จะได้คำตอบง่ายๆว่า ถ้าไปสั่งเค้าแล้วทำไม่เป็น-ไม่เข้าใจคนงาน จะคุมงานได้ยังไง
นั่นแหละครับ คิดกลับกัน เหล่าชาวรัฐศาสตร์ทั้งหลายที่ถูกอบรมเลี้ยงดูให้ออกไปปกครองชาวบ้าน บริหารชาวบ้าน แต่วันๆอยู่แต่หอคอยงาช้างถึงเวลาจริงๆแล้ว จะปกครอง...หรืออยอย่างน้อย อยู่ร่วมกับเขาได้อย่างไร
ผม3คนช่วยมชทำงานก่อสร้างจน เย็นส่วนป๋าเค ติดรถพี่เจี๊ยบเข้าไปใน เชียงรายเพื่อดู"วด์ เด็กติดเชื้อเอดส์....เรื่องนี้อ่านดูก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ใครๆก็รู้ว่าประเทศนี้มีเด็กติดเอดส์...ก็จริงครับใครๆก้รู้ แต่สิ่งที่ป๋าเค เห็น เฮียแกบรรยายถึงความไม่เที่ยงแท้ เที่ยงธรรมในโลกให้เราฟัง....และภาพประทับใจอีกภาพหนึ่งคือ พี่อารี เจ้าหน้าที่ที่อุทิศตนให้กับความไม่เที่ยงแท้ของโลก...แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นรเลยจากการกระทำของพี่อารี...เขาแค่ต่อชีวิตเด็กพม่าติดเอดส์ไปวันๆ...นั่นสิแค่เด็กพม่า เด็กพม่าไม่ติดเอดส์ก็สร้างปัญหามากมายอยู่แล้วนี่มาช่วยพม่าเป็นเอดส์..หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ ที่ว่าเด็กคนนี้ตายไปก็ไม่มีใครสน แต่สิ่งที่พี่อารีทำได้สะท้อนถึงมโนสำนึกสุดท้ายแห่งความเป็นคนที่ บางครั้งพวกเราคาดไม่ถึง
หลังจากเสร็จงานกับมช ผมนั่งปล่อยสายตาไปในทุ่งนาเวิ้ง ที่อีกฟากหนึ่งคือพม่า เยื้องไปหน่อยก็เป็นลาว แม่น้ำภูเขา ทุ่งนามันเป็นพื้นเดียวกันหมดมนุษย์เข้าใจมาแบ่งแยกแบ่งสรร
ก่อนกลับที่พัก พวกผมได้คุยกะน้องกัลยา ว่ากันว่าเป็นหัวหน้าเด็กที่นี่ น้องแกพูดเป็นน้ำไหลไฟดับราวกับรู้จักกันมาสิบปี มีเรื่องราวที่ชวนเศร้าในชีวิตแกมากมายที่ซ่อนด้วยเรื่องขบขันที่แกพยายามเล่าออกมา คืนนี้พวกผมเหนื่อยกับการทำงานทั้งวันมาก ป๋าเคก็ดูจะล้ากับการนั่งมอไซ 160กิโลเมตรครั้งแรก...กิจกรรมเราจึงพักไว้ก่อน ก่อนกลับไปสลบที่บ้าน
วันรุ่งขึ้น เราก็ช่วยงาน คณะถาปัดตามปกติ...แล้วถึงตอนเย็นเราก็ได้เริ่มกิจกรรม และก็เกือบเละแตะก็ปิดฉากได้ดีด้วยนิทานเรื่องบ้านหลังน้อย...ที่พอจะเรียกน้ำตาจะเด็กตัวเล็กๆได้บ้าง
ค่ำคืนนั้นขณะเรารอพี่เจี๊ยบมารับตอน3ทุ่ม เราก็ได้ซึมซับบรรยากาศที่งดงามที่สุดเท่าที่เด็กๆที่กฎหมายจากส่วนกลางไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็น "คน" จะให้ได้....เด็กพวกนี้เชื่อในพระเจ้าและทำให้เขาเชื่อมั่นกับชีวิตที่พวกเขาได้รับ...มาครั้งนี่พวกผมไม่มีอะไรให้บ้านนานามากมายนักนอกจากเจตนาจริงใจที่ใป และแช่นเดียวกันพวกผมก็ได้ความจริงใจตรงนั้นตอบ...เด็กที่มีความสุขกับวันนี้ แม้จะมีอนาคตที่แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย
"พวกผมเคยมาหานายกด้วยครั้งนึง มาขอสัญชาติ...แต่เขาไม่สน...เดินหนี ....เราร้องไห้วิ่งตามก็ไม่สน"กระถินเด็กพื้นเมืองชาวอาข่าที่เติบโตฝั่งไทยเล่าให้ฟัง กระถินเป็น หัวหน้าฝ่ายเกษตรในบ้านนานา ศึกษาการทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อปลูกผักสวนครัวเลี้ยงบ้านนานา วันนี้เขามีความสุขที่บ้านนานา อดบ้างอิ่มบ้างตามแต่พระเจ้าของเขาจะประทานแต่ถ้าวันหนึ่งที่เขาต้องออกจากบ้านนานาไป...วันที่เขาไม่มีสัญชาติไทย...วันที่เขาไม่สามารถทำงานสุจริตได้เพราะชาติพันธ์บังคับ.....ต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร...บางทีปัญหาที่ภาคใต้ก็คงเริ่มด้วยเหตุผลไม่ต่างกัน
ถ้าวันหนึ่ง กระถินต้องทิ้งจอบทิ้งเสียมมาจับปืน......ผมยังไม่รู้ว่าความบกพร่องเกิดจากใคร
สองวันที่เหลือเราใช้เวลากับการปลูกฝังประชาธิปไตยแก่เด็ก
และข้อสำคัญที่พวกเราฝากไว้ คือความเสมอภาคในความเป็นคน...ทุกคนเป็นพี่น้องกันไม่ว่าชาร์ล ดาร์วิน หรือ พระเจ้าก็บอกไว้เหมือนกัน มนุษย์ไม่แตกต่างกันเลย
ชาติไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด มันเป็นแค่เครื่องมือแบ่งแยกคนจนออกจากกันของคนรวยเท่านั้นเอง
เด็กพวกนี้ดุจะเข้าใจอะไรได้ดีกว่าคนในเมืองเสียอีก
แน่นอนพวกเขาคือผลโดยตรงของการแบ่งแยกชาตพันธ์
ตามกฎหมาย...พวกเขาไม่มีสิทธ์จะเป็น "คน" ด้วยซ้ำ
หลังจากกลับจากแม่สายครั้งนี้ ผมสาปส่ง กระดาษเปื้อนหมึกที่ชื่อ "รัฐธรรมนูญ" อีกคำรบหนึ่ง
ปล.ครั้งนี้ได้ข้ามไปพม่าด้วยแหละขนาดระวังเรื่องหมู แล้วยังโดนพม่าต้มเสียเปื่อย กันถ้วนหน้า :D January 29 งานคอนเสิร์ต ของเจ้าพั้นช์อ้า....ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลังจากที่น้องสาวของผมโม้มานาน
ทุกเย้นวันเสาร์ มักมีประโยคคุ้นๆว่า
"พ้าก พั้นช์จะเล่นคอนเสิร์ตแล้วล่ะ":D
แต่แล้ววันนั้น ก็ไม่มาถึงซะที จนผมสรุปเอาเองว่า เจ้าน้องสาวตัวดีนี่ขี้โม้ไม่แพ้พี่...
เวลาผ่านไป จนในที่สุดมันก็มาถึง วันนี้เองวันที่29 มค ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ของเจ้าตัวดี
...ที่หอประชุม ดุริยางคศิลป์ มหิดลศาลายา
พั้นช์เป็นคนเดียวที่เล่นป๊อป และแถมเล่นแบบอิมโพรไวซ์ซะด้วย...
เห็นแบบนี้ ค่อยคลายความหงุดหงิดที่น้องตัวดีไม่ยอมไปสอบ เข้าดุริยางคศิลเมื่อปีก่อน...ด้วยเหตุผลที่ยังไม่พร้อมจะอยู่กับเปียโนทั้งวัน
ตอนนั้นก็ชวนหัวเสียเพราะผมเป็นคนซื้อใบสมัครมาให้
วันนี้พั้นช์พิสูจน์แล้วว่าพั้นช์เก่งได้ไม่ว่าอยู่ไหน :D
คนอื่นเล่นเพลงคลาสสิกชาวบ้านว่าเพราะนักเพราะหนา แต่พี่จั๊กฟังไม่รู้เรื่องก็ไร้ประโยชน์
"เพลงฤดูที่แตกต่าง"ของพั้นช์เพราะที่สุดในงานอย่างไม่ต้องสงสัย
พี่จั๊กภูมิใจในพั้นช์มากเลยน้า January 01 ลาทีแม่สาย...เป็นการเดินทางที่ทุลักทุเลที่สุดในชีวิต แต่ก็ได้สีสันที่สุดเช่นกัน เป้าหมายอยู่ที่เหนือสุดของประเทศ อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย
สิบโมงผมจัดกระเป๋าออกจากบ้าน หมายกำหนดการณ์เดิมคือรถออกบ่ายสองเราจะพร้อมกันที่มหาวิทยาลัยตอนเที่ยง แต่แล้ว...ก็มีสิ่งไม่คาดฝันขึ้น...และเมื่อเลาผ่านไปเราถึงตระหนักได้ว่ามัน แค่เพิ่งเริ่มต้น
ป๋าเคตัวต้นคิดต้องวุ่นวายกับการขอทุนให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... หลวงพี่กอฟ ก็มาไม่ได้ตามคาด (แล้วกูจะคาดทำไมฟะ) ไอ้หนึ่งปิดมือถือหนี.......อันนี้เวรมั่กๆครับท่านผู้อ่านที่เคารพ เอาล่ะเหลือผมกะไอ้วิน....จจะกลายเป็นทริปฮันนีมูนกูกับมันซะแล้ว...เอาล่ะต้องหาเหยื่อยร่วมเดินทาง แต่....
ใครจะบ้ารับคำชวนไปเหนือสุดแห่งสยามก่อนออกเดินทางสองชั่วโมง "ไปเชียงรายกันมั้ย"หนึ่งในบทสนทนาผมกับหนึ่งในหลายๆคนที่ผมเชื้อเชิญ
"โหดีจัง ไปเมื่อไรน่ะ"อีกฝ่ายถามกลับ "คืออย่างงี้ไม่ได้ไปซี้ซั้วน้า...อาจลำบากหน่อยแต่ได้ประโยชน์..."ผมพยายามโม้บ่ายเบี่ยงการรีบบอกกำหนดการณ์ "อ๋อดีจัง...ไปเมื่อไรเหรอ"อีกฝ่ายรับคำพร้อมถามย้ำ "บ่ายสอง" "เราถามว่าวันไหน" "เอ่อ....วันนี้น่ะ บ่ายสอง"ผมตอบอ้ำอึ้งพลางเหลือบดูนาฬิกาที่ตอนนี้เที่ยงครึ่งแล้ว "@%$#*(%%" ...หลายคนคงจะเดาภาษาเมื่อครู่ออกว่ามีความหมายอย่างไร....ซึ่งแม้ผมจะเปลี่ยนวิธีเชิญชวนก็ได้คำตอบแบบนี้แทบทุกราย แต่แล้ว เราก็ได้เหยื่อรายใหม่เมื่อวินโทรหาเพลโตประจำคณะ...ไอ้บีนนั่นเอง มันอิดออดอยู่ครู่หนึ่งราวกับสาวสิบหกมีผู้ชายชวนไปดูหนัง แต่พอมีเสียงหลุดไปว่า "ทุกอย่างฟรี้" แน่นอนครับ เกสต์กิติมาศักดิ์ของเรารับคำทันที พร้อมความกล้าและหน้าด้านสุดๆด้วยเงินในกระป๋า 139บาท .... ทีนี้ก็เรื่องเดินทางล่ะครับ ไอ้บีนมาไม่ทันบ่ายสองแน่ๆ เรามีทางเลือกสองทางคือรอรถจนสามทุ่มกับรอรถทุ่มนึงแล้วไปเปลี่ยนที่นครสวรรค์ ... หลังจากทานอาหารเย็นผมกับไอ้วินก็เดินทางไปหัวลำโพงเพื่อจัดการเรื่องตั๋ว....ซึ่งตอนนี้พบว่าเราเหลือทางเลือกทางเดียวคือต้องไปแวะพักที่นครสวรรค์ตั้งแต่5ทุ่มถึงตี5เพื่อคอยรถท้องถิ่นไปเชียงใหม่.... เราทั้งสามนั่งๆนอนๆจนถึงนครสวรรค์ตอน5ทุ่ม ภาวนาตลอดทางให้รถเลตการรอคอยของเราจะได้สั้นลง แต่วันนี้รถไฟกลับตรงเวลาได้อย่างน่าใจหาย ... แม้จะคาดเดาถึงการรอคอยอันยาวนานได้แต่แรก แต่เมื่อเผชิญกับมันจริงๆแล้วดูจะไม่ใช่เรื่องสนุก เราออกไปกินบะหมี่โอเด้งอันรสชาติเหมือนน้ำละลายผงชูรสที่นครสวรรค์ คิดจะเดินไปเที่ยวในเมืองแต่ระยะทาง6กิโลทำเอาพวกเราสมัครจะอยู่คอยที่สถานีรถไฟ... ...เอาล่ะครับ การรอคอย5ชั่วโมงของตัวบ้าสามตัวเริ่มขึ้น... ว่ากันว่าสูตรสำเร็จของการเที่ยวแบกแพค จะมีคนอยู่สามประเภท คือคนเริ่ม คนเชื่อใจ และคนถูกหลอกให้มา....ซึ่วันนี้มีอยู่ครบ ชั่วโมงแรกเริ่มต้นด้วยการสนทนานปรัชญาการเมืองที่พวกมันสามตัวคุ้นเคย ชั่วโมงที่สองเริ่มด้วยการกล่าวบริภษ คนที่พลาดทริป ชั่วโมงที่สาม เริ่มหวาดวิตก ตารางทุกอย่างต้องเลื่อนไป ชั่วโมงที่สี่ เริ่มชื่นชมถึงความฉลาดของคนที่ไม่มา ชั่โมงที่5 หมดไปกับการด่ากันเองทั้งสามคน "ไหนพวกมึงว่าวางแผนไว้แล้วไง!"ไอ้บีนเริ่มบ่น
"อ้ะก็นี่ไงแผน ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน....เอาน่าถ้าทุกอย่างราบเรียบจะมีไรน่าตื่นเต้น" "กูไม่ชอบอะไรที่กำหนดไม่ได้"ไอ้บีนบ่นทีเล่นทีจริง "เอาน่า"ผมพูดอย่างใจเย็น "ตอนนี้บ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไว้ตอนเช้าค่อยติดต่อสถานีขนส่ง รถจากเชียงใหม่ไปแม่สายก็คงมีเรื่อยๆล่ะ" พลางเอนตัวอย่างสบายใจพิงกับชานชาลา ขณะที่เกสต์เราร้อนใจเรื่อยๆ ผมกับไอ้วินพูดกันเล่นๆ ถึงกำหนดการที่ไม่แน่นอนและเสน่ห์ของมันอย่างใจเย็นยะเยือกราวน้ำแข็ง.... 555 "เอาล่ะ กูทนมานานแล้ว"ไอ้บีนตัดบท...."พวกเราเปลี่ยนเข้าสู่โหมดจริงจังได้แล้ว".... "อืม"ไอ้วินทำหน้าครุ่นึด "ว่าแต่...เรามีโหมดนั้นด้วยเหรอ" 555 ... เราออกเดินทางตอนตี5ด้วยรถท้องถิ่น จะถึงเชียงใหม่ตอนบ่ายสาม5สิบ เราก็หลับๆตื่นๆตลอดทาง จนฟ้าเริ่มสางผมจึงจัดแจงเเชคตารางรถ และเลื่อนกำหนดการถึงบ้านนานา ว่าเราอาจจะถึงแม่สายตอนค่ำๆ....มีรถออกจากเชียงใหม่ตอนบ่ายสี่ครึ่ง รถท้องถิ่นแล่นจอดทุกสถานี...แต่ก็ตรงเวลาอย่างน่าพิศวง เช่นเดียวกันว่า เวลา11ชั่วโมงเราหมดกับการด่ากันเองเช่นเคย การเดินทางแบบเอื่อยช้าทำให้เราได้สัมผัสธรรมชาติชัดเจนขึ้น...เมืองไทยเรามีที่ว่างอยู่อีกเยอะ น่าแปลกที่เรายังไปแย่งกันอยู่ในเมือง เราถึงเชียงใหม่ตามกำหนดเป๊ะ
ผมโทรหาโบ๊ทเพื่อนซี้สมัย ม.ปลาย ถึงิธีเดินทางไปขนส่งเชียงใหม่ แต่ทันทีที่เราถึงเชียงใหม่ ก็มีเสี่ยงอู๊ดๆ ดังเป็นพรวน แน่นอนหมูกรุงเทพสามตัวถูกฟันค่าโดยสารคนละยี่สิบที่นั่งตดยังไม่หายเหม็นก็ถึง ขนส่งแล้ว ความตื่นเต้นยังไม่หมด....
เรามาถึงขนส่ง แต่รถไปแม่สายที่เรามองไว้กลับเต็มซะได้.... ยังไงดีว๊า รถไปเชียงรายก็ไปถึงค่ำเกิรไป ทางเดียวคือต้องไปพักที่บ้านภา ที่พะเยาก่อน โว้ย รถเดินทางอีก3ชั่วโมงถึงพะเยา.... ถึงพะเยาก็ราว2ทุ่ม
สำหรับผู้ที่ลำดับเวลาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่า ขณะนี้
คณะเดินทางของเราใช้เวลาปาเข้าไป25ชั่วโมงแล้ว เส้นทางจากเชียงใหม่ไปพะเยาก็ชวนหวาดเสียวไม่น้อย รถควบปุเรงๆ และถนนรอบข้างก็ไม่มีไฟถนนสักดวง... ด้วยความเกื้อหนุน จากบ้านสวรนของหนูอาภาภรณ์....พวกเราได้พักที่บ้านสวนห่างจากตัวตลาดอำเภอ20กิโลเมตร
หลังจากได้หลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกจากการเดินทาง
รุ่งเช้า6โมงพวกเราเดินทางไปขนส่งพะเยา ตีรถราคา40บาทไปที่ เชียงราย รถควบ50กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนน่ากลัวว่าเราจะไปไม่ทนเที่ยวสุดท้ายไปแม่สาย เราถึงเชียงรายราวๆ10โมงก่อนตีตั๋วรถเมล์ไปแม่สาย
ถึงแม่สายเกือบเที่ยง รอไม่นาน...เรารถกระบะเก่าๆจากบ้านนานา ก็มารับเรา...พร้อมกับเด็กชาวเขาอีก4-5คน ....คิดระยะเวลาแล้วพวกเราใช้เวลา40ชั่วโมงในการเดินทางไปแม่สาย....
ภาพบ้านนานา และครูเหงาทำเอาพวกเราต้องตะลึง ...สภาพพวกเราครูเหงาอาจจะถามว่า "นี่พวกมึงจะมาช่วยกูหรือให้กูช่วยวะ":D
แต่พวกเขาก็ยังหวังกับความช่วยเหลือ
ที่สุดขอบประเทศสยามยังไมีครูที่ยิ่งใหญ่ราวกับภาพฝัน....
บางครั้งทำให้ผมรู้สึกละอายใจกับความคิดแคบๆของตัวเอง "พวกเขาเคยเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน"....
"แต่พอความคิดเรื่องชาติเกิดขึ้น ไทย กับพม่าก็แบ่งแยกพวกเขาไป" ครูเหงาเล่าให้ฟัง.....ก็จริงอยู่แค่แม่น้ำกันจะบันดาลให้ใครต่างกันได้ ผมเห็นความน่ารังเกียจของกฎหมายที่เขียนโดยคนที่ห่างไกลออกไปร่วมพันกิโลเมตร พวกเขาจะเข้าใจอะไร?
บ้านนานารับเลี้ยงเด็กอายุไม่เกิน18 อาศัยข้อตกลงสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติคุ้มครอง จากปีศาจผู้คุมกฎหมายทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ผมเหลือบเห็นชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมกำลังรอพบครูเหงาด้วยท่าทางไม่ค่อยสบายนัก
ด้วยสายตาสงสัยเจ้าหน้าที่ตอบความสงสัย "นั่นเป็นเด็กพม่าที่ครูเหงาเคยเลี้ยงเมื่อ5ปีก่อน เขามาขอยา ตำรวจฝั่งนู้นก็ตามจับเขา" ผมคิดในใจว่าแบบนี้ผิดกฎหมาย หนีคดี- เข้าเมืองผิดกฎหมาย อายุเกินกฎบัตร...การที่บ้านนานาให้ความช่วยเหลือจะพลอยให้ความลำบากแก่ตัวเอง "รู้ว่าคิดอะไรอยู่"เจ้าหน้าที่เอ่ย..."แต่เราเลี้ยงเขามาเราจะปล่อยเขาไปได้เหรอ" "ส่วนเด็กคนนั้น"เขาชี้ให้ดูเด็กผู้หญิงหน้าตาไร้เดียงสา "หนีจากลาวมาตั้งแต่7ขวบ ตอนนี้อายุ14" "ทหารหว้าแดงก็มี อายุ7ขวบจับปืนฆ่าคนแล้ว"----
เด็กเจ็ดขวบจับปืนเพื่ออิสรภาพและเอกราชแห่งอาณาจักร... ผู้ก่อการร้ายของรัฐหนึ่งคือผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของอีกรัฐหนึ่ง... ทหารหว้าแดง..อายุ7ขวบ นี่มันโลกแบบไหนกัน
.....คิดแล้ว รัฐศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เลวร้ายใช่ย่อย.....
รัฐชาติ รัฐ รัฐ รัฐ ตัวแสดงหลัก???????แห่งรัฐศาสตร์
แล้วคนในนั้นล่ะ คนที่ถูกแบ่งแยกจากความคิดจินตนาการที่ว่า...
แบ่งแยกมนุษย์ที่แทบจะเป็นคนเดียวกันตามหลักวิทยาศาสตร์.... พวกผมออกจากบ้านนานาด้วยความครุ่นคิด อีก3เดือนเราจะกลับมา.... ไม่ได้มาเพื่อให้ แต่มาเพื่อเรียนรู้ ถึงสำนึกแห่งความเป็นคน ณ เหนือสุด แห่งรัฐไทย.... December 25 พรุ่งนี้ จะไปเชียงรายแล้ว....ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าในที่สุด งานเขียนสารคดีก็ไม่ทันส่งเดดไลน์ปลายปีนี้อย่างแน่นอน ด้วยกำหนดการเขียนขั้นต่ำ300หน้า แต่เล้ากระผมใช้เวลา2เดือนในการปั่นเต็มที่ได้40หน้าเท่านั้นเอง
แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีในการจะหาข้อมูลเพิ่มเติม
ครั้งนี้มีโอกาสไปที่บ้าน นานา บ้านเด็กไร้สัญชาติที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
เด็กพวกนี้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเป็นคนไทย...?
ไม่มีโอกาสลิ้มรสรัฐสวัสดิการอัน้อยนิดของประเทศเฮงซวย
รัฐชาาติที่เราสร้างขึ้นจากจินตนาการเของเรากลับกีดกันพวกเขาได้อย่างร้ายกาจ
ป๋าเคผู้ริเริ่มโครงการ มีแววจะชิ่งได้อย่างน่าเตะ ด้วยต้องยื่นใบขอทุนให้เรียบร้อย
หลวงพี่กอฟก็ติดงานของน้าซะได้....
เอาวะ แม้เส้นทางนี้จะเปล่าเปลี่ยวและลำบากกูก็จะไป
(เพราะกลัวเสียหน้า):D
มีสมาชิกใหม่ร่วมเดินทาง คือ ไอ้ท่านทูตวิน กับไอ้หนึ่ง สมทบด้วยภาสาวเหนือเจ้าของพื้นที่
เวลาที่ยืดออกไปกว่าหนึ่งปีคงทำให้หนังสือเรามีคุณภาพขึ้น(มั้ง)
...บางทีก็คิดท้ออยู่ว่าถึงกูเขียนเสร็จแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา...?
ใช่ว่าจะมีคนแย่งเอาไปตีพิมพ์
หรือถึงมีคนเอาไปตีพิมพ์มันจะได้อะไรขึ้นมา มีหนังสือที่พยายามตีแผ่สังคมไม่รู้กี่เล่มถูกวางทิ้งไว้ในชั้นหนังสือ
แต่ก็ช่างเถอะ
ไว้ให้ถึงเวลาค่อยว่ากัน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่มีแผนการเดินทาง
แต่ก็ตื่นเต้นทุกครั้ง
วันนี้วันคริสต์มาส เทศกาลแห่งการให้...ก็ขอให้คนอ่านแล้วคอมเมนต์ทุกคนมีความสุขสมปรารถนาในทุกเรื่องละกัน November 20 เรียงความเรื่องพ่อ...ของน้องพั้นช์....น้องสาวของผม...เก่งไม่แพ้พี่เลย:Dความรู้สึกที่ลูกมีต่อพ่อ
“พ่อ” คำสั้นๆคำนี้ ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง และความรู้สึกอันแสนยิ่งใหญ่ รักของพ่อ เปรียบเสมือนกับร่มโพธิ์ร่มไทร ที่คอยปกป้องครอบครัวให้พ้นจากอันตรายต่างๆ พ่อของฉัน คือ “ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมาย เพื่อครอบครัว ชายที่เสียสละ อดทน และยอมทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว” หากไม่มีพ่อฉันคงไม่มีวันนี้ ผู้คือผู้สร้างรากฐานชีวิตครอบครัว บ้านของฉันไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีเงินทองมากมาย แต่ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงครอบครัวของฉัน ฉันจะรู้สึกภาคภูมิใจและดีใจทุกครั้ง ที่ฉันมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข และ พ่อ คือผู้ชายที่ฉันรู้สึกว่า เป็นเกียรติ และภูมิใจเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ ชีวิตของงพ่อเริ่มต้นมาจากศูนย์ ครอบครัวของพ่อเป็นครอบครัวคนจีนที่ค่อนข้างยากจน พ่อมีน้องแปดคนที่ต้องดูแล พ่อต้องอดทน และต่อสู้มากมาย จนสามารถสร้างหลักฐานในหน้าที่การงานได้ พ่อเคยกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่หลังจากที่พ่อมีลูก พ่อก็เลิกทุกอย่าง เพราะพ่อรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี และพ่อก็เปรียบเสมือนกับกระจกเงาให้แก่ลูกๆ หากพ่อไม่เลิก สิ่งเหล่านี้ย่อมถ่ายทอดไปให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง พ่อของฉันเคยทำงานหนักมาก แต่พ่อทำทุกอย่างก็เพื่อครอบครัว พ่อเคยเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม ใครๆก็รู้จักนับถือพ่อ ตอนนั้นฉันยังเด็กนัก แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีผู้คนมากมายรู้จักพ่อ มีคนมากมายขอความช่วยเหลือจากพ่อ มีคนมากมายค่อยหยิบยื่นให้ความช่วยเหลือกับพ่อ มีคนมากมายเหลือเกินที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพ่อ มันคงยากเกินไปสำหรับเด็กหกเจ็ดขวบอย่างฉัน ที่จะเขาใจและรู้ได้ว่าคนเหล่านนี้ต้องการอะไร ทุกๆครั้ง ที่ฉันเดินจูงมือพ่อ ได้จับมือพ่อ แม้มือของฉันจะเล็กกว่ามือพ่อนัก แต่จากไออุ่นของมือพ่อ ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบางอย่าง ฉันรู้สึกภูมิใจที่เกิดเป็นลูกพ่อ และฉันยังรู้สึกได้ ถึงความรักของพ่อที่มีให้แก่ฉัน ไม่ใช่ในฐานะของชายคนนึงที่เป็นที่นับหน้าถือตา หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต แต่ในฐานะของ “พ่อ” ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่รัก และยอมทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเติบโตขึ้นอายุได้แปดเก้าขวบ พ่ออายุได้หกสิบปี เป็นธรรมดาของระบบข้าราชการไทย ถึงเวลาที่พ่อจะต้องวางมือจากตำแหน่งหน้าที่การงาน ถึงเวลาแล้วที่พ่อควรจะได้พักผ่อนเสียบ้าง พ่อเหนื่อยมานาน พ่อทำงานอย่างขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริต ถึงเวลาที่พ่อจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นเวลาให้พ่อพักเสียที หลังจากพ่อเกษียณอายุราชการ พ่อออกมาอยู่บ้าน หน้าที่ในการหารายได้ตกเป็นของแม่ แม่ต้องทำงานหนักมากขึ้น พ่อของฉันเลยกลายเป็นพ่อบ้านเต็มตัว พ่ออยู่บ้าน ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง พ่อซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน เลี้ยงหมา จนกระทั่ง กำกับข้าว พ่อของฉันทำอาหารอร่อยมาก พ่อมักคิดค้นอาหารสูตรใหม่ๆเสมอ พ่อไม่เคยบ่น พ่อไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเหนื่อย ทุกๆครั้ง ทุกๆอย่างที่พ่อทำ พ่อทำด้วยความรัก พ่อจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ ถ้าทำเพื่อครอบครัวที่พ่อรัก พ่อทำได้เสมอ หลายครั้ง ที่ครอบครัวของฉันมีปัญหาต่างๆ หลังจากที่พ่อเกษียณอายุราชการ ฉันเห็นได้ชัดว่า หลายคนที่พ่อเคยรู้จัก ก็กลายเป็นไม่รู้จักพ่อไปเสียแล้ว หลายคนที่พ่อเคยช่วยเหลือ ก็หนีหายไปหมด ชีวิตของพ่อที่เคยมีคนมากมายมาคอยห้อมล้อม ณ เวลานี้ เหลือเพียงแค่เราห้าคน คือพ่อ แม่ และลูกอีกสามคน เท่านั้น ที่อยู่เคียงข้างและแก้ปัญหาต่างๆร่วมกัน มันทำให้ฉันเริ่มเข้าใจว่า คนเหล่านั้นที่เคยเข้ามาในชีวิตพ่อ เขาต้องการอะไร และทำให้ฉันเข้าใจว่าสิ่งไหนที่จีรังยั่งยืนกว่ากัน หากเปรียบชีวิตเหมือนกับต้นไม้ ตำแหน่งหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ สิ่งนอกกายเหล่านี้เปรียบเสมือนใบ ดอก ผล เมื่อต้นไม้ ผลิดอก ออกใบ ออกผล ก็ดูสวยงามเป็นที่หมายปองของคนทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ร่วงหล่น บ้างก็เน่าเสีย บ้างก็แห้งไป เช่นเดียวกับหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ เมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ คนมากมายก็อยากจะมาใกล้ชิดผูกพันกับเรา มันให้เพียงแค่ ศักดิ์ศรี เงินทอง มันเข้ามา มันก็ต้องจากไปได้ แต่ความรักความผูกพันของคนในครอบครัวเปรียบเสมือนรากไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน คนทั่วไปมักมองไม่เห็น และไม่ใส่ใจ มันอาจไม่สวยงาม แต่กลับคอยเหนี่ยวยึดลำต้น และทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ยึดชูให้ต้นไม้มีชีวิต และถึงแม้จะเสียลำต้น กิ่งก้าน ใบ ผล ดอก ไป รากไม้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ และสร้างต้นใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกัน ความรักความผูกพัน แม้มันจะไม่ยิ่งใหญ่นัก แต่มันก็ช่วยให้เราผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างดี ถึงเวลานี้พ่อของฉันมีอายุได้หกสิบเก้าปีแล้ว ฉันรู้ว่าพ่อเหนื่อยมามากแล้ว พ่อผ่านสิ่งต่างๆมามากมายเหลือเกิน แม้พ่อจะชอบแสดงให้เห็นว่าพ่อยังหนุ่ม พ่อชอบเบ่งกล้ามให้เห็นถึงความแข็งแรงของพ่อเสมอ แต่ลูกทุกคนรู้ว่าพ่อเหนื่อยนัก ลูกจะพยายามช่วยเหลือสิ่งต่างๆให้มากขึ้น ฉันอยากให้พ่อรู้ว่า ฉันรักพ่อมาก ภูมิใจมากที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ ฉันอยากอยู่กับพ่อไปนานๆ อยากใช้ชีวิตกับพ่อให้คุ้มค่าที่สุด อาจมีบางครั้งที่ฉันทำให้พ่อเสียใจหรือไม่พอใจ ฉันต้องขอขอโทษพ่อ และสัญญาว่า จะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง จะเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ อย่างที่พ่อเป็น และขอฝากกับลูกๆทุกคนว่า เวลามันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน พวกเราโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พ่อแม่ท่านแก่ชราลง กำลังกายของท่านลดน้อยลง มีเพียงแต่กำลังใจเม่านั้นที่มากมายเหลือเกิน ท่านพร้อมยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา ในขณะที่เราพยามจะเอาทุกอย่างจากท่าน และสนุกสนานไปวันๆ ลองนึกถึงใจท่านบ้าง ดีกับท่านไว้มากๆ เมื่อเกิดอะไรขึ้นเราจะได้ไม่เสียใจ ไม่เสียดายเวลาแต่ละวินาทีที่เราใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์ สุดท้ายนี้ฉันขอยกบทกลอนบทนี้มอบให้แก่ พ่อ และลูกๆทุกคน
ต้นไม้ของพ่อ พ่อใส่ปุ๋ยดังเตือนใจเฝ้าสั่งสอน พ่อหมั่นถอน หญ้ารก ที่ทับถม หวังเพียงลูก สุขสม รื่นเริงใจ
พ่อยังเป็น ดั่งตะวัน อันอบอุ่น ส่องแสงให้ ต้นสมบูรณ์ สุดสดใส
เปรียบดังพ่อ ปัดเป่า ทุกข์อกตรม หวังเพียงลูก สุขสม รื่นเริงใจ พ่อยังเป็น ดั่งตะวัน อันอบอุ่น ส่องแสงให้ ต้นสมบูรณ์ สุดสดใส ถึงวันนี้ ลูกเติบโต เป็นต้นใหญ่ ออกดอกใบ สวยงาม ตามสร้างสรรค์ ขอสัญญา ว่าจะ เป็นต้นไม้ ที่คอยให้ ร่มเงา บดบังแสง จะยืนหยัด ต้านลม พายุฝน จะยืนต้น ให้พ้น สายน้ำไหล จะไม่เป็น ต้นสูงลิ่ว คอยแย่งน้ำ จากต้นที่ เตี้ยต่ำ แคระแกรนกว่า ขอให้พ่อ ภูมิใจ ในวันนี้ ทุกหยาดหยด เหงื่อที่ พ่อเสียนั้น สุดท้ายนี้ อยากบอก ว่ารักพ่อ อยากจะขอ ให้พ่อมี ความสุขี
October 30 จะแบกเป้เห่รอบขอบอีสาน ให้ลืมผ่านรักเก่าที่เฝ้าหวงวันที่20ตุลาคม หลังจากส่งรายงานไออาร์2ทันเดดไลน์พอดี ผมก็จัดการแบกเป้ไปหมอชิตทันที
คอยสมัครพักพวกอีก2คน คือเพชรกับ อาร์ต ซึ่งทีแรกเกือบต้องฉายเดี่ยว แต่ในท้ายสุด เพื่อนก็ไม่ทิ้งเพื่อน เราทั้งสามพร้อมหน้ากันและออกเดินทางตอน 3ทุ่มพอดี
ตีตั๋ว กรุงเทพ-มุกดาหาร เป้าหมายคือหมู่บ้านวังมน ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธ์...เพื่อเก็บข้อมูลเขียนสารคดี เมกกะโปรเจก ของผม
ตลอดทางรถเปิดโปงลางสะออน....นอนไม่ค่อยหลับแถมรถดีเลย์ที่โคราชอีกชั่วโมงนึง....จน6โมงกว่า รถโดยสารของพวกเรา ก็ผ่าน อ.บัวขาว หรือกุฉินารายณ์นั่นเอง ซึ่งเป็นแหล่งความเจริญสุดท้ายก่อนจุดหมายของพวกเรา นับระยะทางก็ห่างจาก อำเภอเมืองกาฬสินธ์80กิโลเมตร....ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยมหมู่บ้านนี้ทางรถประจำทางมาก่อน....ผมเองก็ไม่เคยนึกถึงว่าจะมีรถผ่านหมู่บ้านนี้....
และแล้วพวกเราสามสหายก็ใจหายวูบ เมื่อเห็นป้าย "ยินดีต้อนรับ สู่จังหวัดมุกดาหาร"...นั่นหมายความว่าเราเลยจุดหมายมาแล้ว....การนั่งรถเมล์เลยป้ายใน กรุงเทพ ก็หายนะพอแล้ว นี่นั่งเลยป้ายในพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตที่เคบื่อนไหวได้ปรากฎทุก2กิโล คือวิบัติกาลชัดๆ
คนขับสบถเป็นภาษาลาว ก่อนจะช่วยเราโบกรถ กลับ
เราได้ลงที่อบต กุดหว้า สมใจ แต่ปัญหาคือ...แล้วไงต่อ...รัศมีรอบเรา1กิโลเมตรไม่ป่าก็ทุ่งนา...
พี่อาร์ตของเราตัดสินใจบากหน้าไปถามร้านค้าละแวกนั้น...ก่อนะที่เราจะได้คำตอบ ถึงเส้นทางที่แน่นอน ...เดินราวๆ5กิโลเมตร ในที่สุดเราก็เห็นเสาธง รร บ้านวังมน
ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวมีแต่เด็กเล็กๆที่วิ่งเล่นกัน
"พี่จั๊กๆๆ"เด็กๆเกือบสิบ คนยังจำผมได้ขณะปั่นจักรยานสวน ทำเอาผมใจชื้นขึ้น...คนอีสานนี่ดีจริงๆ ใจดี (ใจง่ายด้วยรึป่าวน้า)
เราเดินอีกไม่กี่นาที ก็ถึงบ้านป้ามะลิวัลย์...ภรรยาอดีตผู้ใหญ่บ้านที่ผมเคยมาพักเมื่อต้นปี
อาหารมื้อแรก พี่ดวงสมร ลูกสาวเจ้าของบ้าน...ต้อนรับเราด้วยอ่อมเขียด...ซึ่งผมก็ซัดซะเต็มคราบ ส่วนเฮียอาร์ตของเราขอบายเปิบพิสดารมื้อนี้
เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพักผ่อน -ศึกษาชีวิตชาวบ้าน....ได้ข้อมูลพอสมควรแล้ว ตอนเช้าเราทั้งสามก็ออกจรลี ไม่ลืมคำมั่นสัญญา กับน้องๆ ...ว่าจะหาเวลากลับมาเยี่ยมใหม่
เป้าหมายถัดมาคือ ขอนแก่น...แต่แล้ว เสี่ยแอ๊บ ก็โทรมาบอกว่า "พวกมึงมาเจอที่สารคามละกัน อยู่ขอนแก่นคอยพวกผู้หญิงไม่มีอะไรทำ"....เสี่ยแกพูดยังกะพวกผมเป็นคนพื้นที่....จะชี้นกชี้ไม้ให้ไปนู่นไปนี่...สอบถามพี่ๆที่หมู่บ้านได้ความว่า มีรถวิ่ง จากกุดหว้าไปสารคาม 3เที่ยวต่อวันเที่ยวแรก8.15 พวกผมเดินออกจากหมู่บ้านราว7โมง กะเวลาพอดี...ขณะที่เรากำลังจะถึงถนนใหญ่ ก็มีรถเมล์สีส้ม คันงาม แปะป้ายว่า "มุกดาหาร-สารคาม"ตัดหน้าไป......
เมื่อถามศูนย์บัญชาการใหญ่ คุณแอ๊บส์เพื่อขอความเห็นใจ ว่าให้ไปรับที่ขอนแก่นเหออออะ
แต่แล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนนโยบายใดๆ เราสามคนเดินนับเสาหลักกิโลกันไปเรื่อยๆ สถานที่ที่ใกล้ที่สุด คือ อ.บัวขาว 8กิโลเมตร....
พี่อาร์ตเราโชว์เซลฟ์โบกรถ ปิ๊กอัพคันนึง แต่เป้าหมายไม่เหมือนกัน...เราจึงต้องเดินนับเสาหลักกันต่อ....
และแล้วสวรรค์ก็โปรด...เมื่อมีรถเมล์สีส้มคันงามอีกคันควบปุเลงๆมา ไม่รอช้า พวกเราโบกรถมันที
กระเป๋ารถเมล์หน้าตาเป็นคนท้องที่สุดๆ..แสยะยิ้มจนพวกผมขนลุก "ไม่ได้คนป่า..นี่แย่เลย รอค่าน้ำมันรถอยู่..."ผมเพิ่งสังเกตได้ว่า ผ้าขาวม้าที่ผมโพกหัวมาตลอดทาง...ดูจะเป็นของผิดปกติแม้แต่ที่กาฬสินธ์
เรามาเปลี่ยน รถที่ยางตลาด...ภายหลังจึงรู้ว่านี่คืออำเภอ เคอร์ฟิลไข้หวัดนกของท่านนายก
รถหวานเย็นวิ่ง40กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาถึง สารคามเกือบเที่ยง....และเสี่ยแอ๊บก็มารับเพื่อนที่อิดโรยไปเลี้ยงข้าว
บ้านไอ้แอ๊บเป็นแหล่งพักข้าว ทำให้ผมได้ข้อมูล และภาพสวยๆมาประกอบหนังสือเพิ่ม...อะไรจะปะจวบเหมาะขนาดนี้ เจอชาวนาเสร็จก็มาเจอนายทุนเลย ฟลุคจริงๆ
จนบ่ายเราซึ่งตอนนี้เพิ่มเสี่ยแอ๊บอีกเป็น4คน ก็เดินทางไปขอนแก่น....เมืองใหญ่อันเป็นผลผลิตของ ทรราช สฤษดิ์ ธนรัชต์...พาชมบึงแก่นนคร + ม.ขอนแก่น แต่ก็เรื่อยๆไม่มีอะไร เมืองใหญ่ก็ไม่ต่างกับ กทม เท่าไร เป็นแฟรนชายส์ทุน
นิยมกันทั้งนั้น
พวกเจ๊มาถึงราวสามทุ่ม...นั่งแก่วอยู่ที่บ้านไอ้แอ๊บจนตีสาม จึงเดินทางไปเมืองเลย....
ผมถือว่างานสารคดีผมเสร็จตั้งแต่ ดูบ้านนายทุนแอ๊บที่สารคามแล้ว ที่ภู ผมตั้งใจจะผ่อนคลายยยย เที่ยว และเที่ยวและเที่ยว และเที่ยว เท่านั้น....แต่.........มันไม่เป็นเช่นนั้น....
บรรยากาศบนภูวิเศษสุด...แต่เหมือนขาดอะไรสักอย่าง....ซึ่งผมกับเพื่อนอาร์ตบ่นตลอดทาง ซึ่งตอนนี้เพื่อนเพชรแยกตัวไปเป็นสุภาพบุรุษไอเดียลตามฟอร์ม ส่วนไอ้แอ๊บก็ทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง ทำให้ผมกับไอ้อาร์ตบ่นกระปอดกระแปด รั้งท้ายตลอดทาง
จนตอนเย็นหลังไปชมทะเลหมอกที่ผา...เสี่ยแอ๊บก็คิดแผนสนองมาร
ผมกับอาร์ต เงินร่อยหรอบนภูไปเยอะ และเพิ่งรู้ว่าของที่ซื้อก่อนขึ้นภูเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง...ต้องหาร!! เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ พวกผมจึงเปิดฉากทุบหม้อข้าวแบบพระเจ้าตากตีเมืองจัน ด้วยการซัดขนมที่เหลือทั้งหมด
เพชร แนน แก้ม เจ๊ไอซ์ พี่เหนี่ย นั่งรถตรงจากภูกลับกรุงเทพเลย...ส่วนผมกับอาร์ต มีภารกิจในการเก็บรูป ธุรกิจของเสี่ยแอ๊บก่อน จึงเดินทางกลับสารคามพร้อมเพื่อนแอ๊บส์
เสี่ยแอ๊บส์เลี้ยงดูปูเสื่อเราสองคนอย่างดี ทุกๆคำที่หมูกะทะป้อนเข้าปาก...เสี่ยแกจะกระชับ "เอาข้อมูลไปเขียนดีๆนะเว้ย"
อาร์ตผู้ไม่คิดอะไรมากก็รับปากอย่างง่ายดาย ส่วนผ้มก็รับปากเช่นกัน....แต่ฝันไปเถอะ...คมทวนต้องเข้าข้างมวลชน เพื่อนเอ๋ย 55555
ตอนเช้าหมูกะทมะเมื่อคืนออกฤทธิ์ผมต้องซัดยาธาติไปครึ่งขวด ได้ภาพลานข้าวสมใจ ก่อนมารอรถไฟที่ขอนแก่น...ซึ่งเสี่ยแอ๊บส์เป็นสารถีเช่นเคย
และนี่คือสาเหตหลักที่เราต้องค้างบ้านพี่แอ๊บส์1คืน เนื่องด้วยเงินในกระเป๋าเราสองคนไม่พอที่จะโบกรถทัวร์คลาสใดๆถึงกรุงเทพ
รถไฟชั้นสาม ขอนแก่นกรุงเทพ เป็นทางออกของเราสองคน รถวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 60กม/ชม....เดินทางประมาณ10ชั่วโมง นั่งจนก้นเมื่อย
เรานั่งหลับแล้วหลับอีก....จนรถผ่าน จ.ชัยภูมิ เรา2คน ชาวพื้นราบก็ตื่นตาตื่นใจที่ มีสวิส เมืองไทยอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา...เมืองไทยยังมีพื้นที่ว่างและสวยงามอีกเยอะ....แต่คนดันไปแย่งกันอยู่ในเมืองซะได้
ผมถึง...กทม ราวๆ3ทุ่มครึ่ง...ทันใดนั้น...ก็มีเหตุประหลาด ดลบันดาล เป็นหนึ่งในพรสองข้อซึ่งผมขอเจ้าพ่อบนภูกระดึงไว้...ตอนนั้นตื่นเต้นมากแทบจะโทรรายงานไอ้แอ๊บส์ถึงความศักดิ์สิทธิ์
แต่พอกลับถึงบ้าน...กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม สงสัยสิ่งศักดิ์ศิทธิ์คงจะลงโทษในคำขอ ของคนใจง่าย....เอาเถอะอย่างน้อยพรอีกข้อนึงคงจะสัมฤทธิ์ผล.....
เอาล่ะสหายร่วม อุดมการณ์ที่รัก....อีกไม่นาน "ที่สุดแห่งการจำยอม"...จากชาวนาถึงนายทุนคงได้ดังเป็นพลุแตกในไม่ช้า
October 17 ใกล้ เวลาเดินทางแล้ว....ตามกำหนดการเดิม (ที่เปลี่ยนบ่อยมาก) วันที่20นี้ก็จะได้ฤกษ์เดินทาง ตระเวนรอบอีสาน แต่ด้วยดินฟ้าและผองเพื่อน อาจะต้อง เลิกเดินทาง ก็เป็นได้
ที่ผ่านมาเสียเวลากับการทำรายงาน ไออาร์2 จริงๆกะจะให้เสร็จตั้งนานแล้ว แต่เนื่องจากความละเอียดถีถ้วนและรอบคอบของไอ้เพื่อนวิน ทำให้ รายงานแม่งดีเลย์ไปเกือบสองอาทิตย์....แต่ก็นับว่ามันเสียสละอย่างมากที่อุตส่าหอ่านเท็กซ์ภาษาอังกฤษสามเล่ม เพื่อทำรายงานเรื่องญี่ปุ่นสามหน้า ส่วนกู ดูหนังเรื่องเพิล ฮาเบอร์ กับลาสต์ ซามูไร แล้วโม้รายงานไป10หน้า....คุณภาพจริงๆ :D
วิกฤติเวนคืนที่ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ดูจะดีขึ้น...การลงทุนลงแรงกว่า3เดือน เห็นผลเกินคาดอย่างไม่น่าเชื่อ...คงต้องถอนคำพูดที่สบประมาทตัวเองและเพื่อนๆไว้เยอะ..ที่คิดว่ากำลังนักศึกษาไม่มีค่าให้ใครเหลียวมองแล้ว งานนี้ต้องดูยาวๆอีก6เดือนถัดไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น
วันที่14ตุลา กี่ปีๆ ก็ชวนเศร้า...ทำไมวันสำคัญขนาดนี้ถึงไม่มีคนจดจำเลย งานรำลึก ยังกะงานเลี้ยงรุ่น ผสมพวกลิ่วล้อเอาใจนาย...เดินผ่านธรรมศาสตร์ เห็นกำลังคัดหลีดบอลประเพณีกันสนุกสนาน ...จริงอยู่คนเราไม่เหมือนกัน คนที่คิดไม่เหมือนเราใช่ว่าจะผิด...แต่ที่คิดคือ สงสารท่านปรีดี ดร.ป๋วย และวีรชนที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตยมาเก่าก่อน
ทัวร์อีสานตั้งใจเขียนสารคดีให้ได้สักเล่ม....ไอ้แอ๊บมึงจำคำกูไว้ ว่ากูสละทริปฟรีไป...
คงได้ไปพักที่บ้านวังมน..กาฬสินธ์ ....ขอให้ฝนฟ้า เป็นใจด้วยยยย พลีสสส
รูปแมวนี่ป๋าเค ถ่ายที่ป้อม...ทีแรกก็ด่ามันว่าถ่าย เห้ไ รมา...แต่พอดูแล้วมันก็ลึกซึ้งน้า หรือว่ามันให้เหตุผลมั่วๆไม่รู้...มันว่า ในป้อมมีมากกว่าคน October 11 จะชอบหรือชัง ก็ต้องทนกับมันชีวิตมีทางออกที่ง่ายและสวยงามเสมอ
แต่แปลกที่เราไม่ค่อยได้เลือกมัน
มักไปเลือกเส้นทางที่ลำบาก ยุ่งยากและที่สำคัญ มันไม่มีความสุขเอาเสียเลย
แปลกเหมือนกันที่ผมยังเป็นแบบที่ว่านั่น
และแปลกยิ่งกว่าที่คนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างผม |
|
|